Skip navigation

เวลาประมาณ ตีห้ากว่าๆ ใกล้เช้า บริเวณชั้น 8 บนคอนโดมีเนียมเงียบๆ ติดกับถนนลาดพร้าว ผมนอนไม่หลับ /

ก่อนหน้าที่จะ…สลับซีดีเพลงมาเป็นหนังเรื่อง social network ในเครื่องเล่น /

ก่อนหน้าที่จะ…ส่งอีเมล์และอ่านอีเมล์ครบทุกฉบับ /

ก่อนหน้าที่จะ…หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู โดยที่แอบหวังว่าจะมีสายใดสายหนึ่งจะโทรหรือ message เข้ามาโดยที่ไม่ใช่เรื่องงาน /

ก่อนหน้าที่จะ…กลับจากคลับแห่งหนึ่ง กับดนตรีร็อค ที่เลือกเพลงมาเล่นได้ดีแต่เสียงนักร้องห่วยแตก กับดีเจที่สับสนกับเพลงที่ตัวเองเปิด /

ก่อนหน้าที่จะ…กระดกเบียร์ขวดสีเขียวขวดที่ 4 /

ก่อนหน้าที่จะ…ที่จะมีสาวแปลกหน้า แต่หน้าตาดี 2-3 คน มากอด พร้อมกับแจกเสื้อยืดโง่ๆตัวหนึ่ง /

ก่อนหน้าที่จะ…รับสายจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่มาถามปัญหาเรื่องการตัดวิดีโอ /

ก่อนหน้าที่จะ…วางสายจากฝรั่งเฟี้ยวๆ คนหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็น owner /

ก่อนหน้าที่จะ…กินข้าวคลุกน้ำปลา เมนูที่ฟังชื่อออกจนๆ แต่อร่อยดี /

ก่อนหน้าที่ผมจะเจอผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ผมดันไปอยู่ในรถ BMW สภาพรกๆ ของเขา /

ก่อนหน้าที่จะ…กดลิฟท์ลงมาชั้น 1 /

ก่อนหน้าที่จะ…มีบทสนทนาสนุกๆ ในสระว่ายน้ำ /

ก่อนหน้าที่จะ…นั่งตรวจการบ้านของนิสิตและตอบ comment ใน facebok group ของวิชาที่ผมสอน /

ก่อนหน้าที่จะ…เดินขึ้นมาจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีพหลโยธิน /

ก่อนหน้าที่จะ…หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู โดยที่แอบหวังว่าจะมีสายใดสายหนึ่งจะโทรหรือ message เข้ามาโดยที่ไม่ใช่เรื่องงาน /

ก่อนหน้าที่จะ…อยู่บริเวณถนนสุขุมวิทที่เสมือนเป็นสถานที่จอดรถหลากหลายสายพันธ์ุ /

ก่อนหน้าที่จะ…อยู่ในซอยนานาที่เสมือนว่าผมไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ถ้าบังเอิญไม่เห็น รถเข็นขายส้มตำข้างทาง /

ก่อนหน้าที่จะ…ส่งแบบตกแต่งภายในให้กับฝรั่งเฟี้ยวๆ ที่ผมรับสายตอนกระดกเบียร์ขวดแรก /

ก่อนหน้าที่จะ…มีบทสนทนาฝรั่งเฟี้ยวๆอีกคนที่ย้านถิ่นฐานมาจากนิวซีแลนด์ ประเทศที่ผมใฝ่ฝันว่าจะไปให้ได้ แต่เขากลับบอกว่ามัน bullshit /

ก่อนหน้าที่จะ…ดื่มโอวิลตินเย็นกับซาลาเปาหมูสับเป็นอาหารมื้อแรกของวัน /

ก่อนหน้าที่จะ…ผมจะลงจากรถไฟฟ้า BTS สถานีนานา /

ก่อนหน้าที่จะ…ผมจะขึ้นจากรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีอโศก /

ก่อนหน้าที่จะ…อาบน้ำขัดตัวด้วยสครับที่แม่ซื้อมาแล้วย้ำนักย้ำหนาว่าให้ใช้ /

ก่อนหน้าที่จะ…หยิบโทรศัพท์ที่อยู่นอกห้องนอนขึ้นมาดู โดยที่แอบหวังว่าจะมีสายใดสายหนึ่งจะโทรหรือ message เข้ามาโดยที่ไม่ใช่เรื่องงาน /

ก่อนหน้าที่จะ…ตื่นขึ้นมาเกือบเที่ยงของวันนั้น /

ก่อนหน้าที่จะ…หลับสนิทในคืนก่อน .

เวลาประมาณเท่าไรไม่รู้เพราะผมปิดทางแสงหมด แสงที่ลอดผ่านมู่ลี่ไม้ มีเพียงน้อยนิดไม่พอที่จะทำให้ผมมองนาฬิกาออกได้ว่ามันกี่โมงแล้ว ผมเดาว่าอีกสักพักดวงอาทิตย์ใกล้ขึ้นแล้ว แต่เสียงหวอรถพยาบาล ตำรวจ รัตนาวุธ ร่วมกตัญญู แม่ค้ายาคูลท์ หรือจะอะไรก็ช่างเหอะ ยังไม่หยุดหอนอย่างโหยหวน และส่งเสียงดังกล่อมผมให้หลับได้ดีเหลือเกิน / ก่อนหน้าที่จะ…ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของผู้หญิงคนหนึ่ง /

ก่อนหน้าที่จะ…มีเสียงรถชนกันดังสนั่น ทั่วถนนลาดพร้าว /

ก่อนหน้าที่ทุกอย่างวิ่งไป และหยุดนิ่ง ราวกับว่าไม่มีอะไรจะเกิดขึ้น.

สวัสปีใหม่ มันคงอาจจะสายไปหรือเปล่า? นี่มันก็เลยมาสองอาทิตย์แล้ว แต่ปีใหม่ไม่ได้มีแค่วันที่ 1 วันเดียวเสียหน่อยนี่ เราสามารถสวัสดีปีใหม่กันได้อีกเป็นร้อยวันเลย หากเราคิดจะสวัสดีกัน…

ในวันปีใหม่หรือวันก่อนปีใหม่ หรือช่วงก่อนจะปีใหม่ บรรดาใครหลายๆคนคงคาดหวังสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีใหม่ หรือพยามจะเคลียร์สิ่งต่างๆที่คั่งค้างให้หมดสิ้นก่อนจะสิ้นปี แล้วเริ่มต้นดีๆ ในวันขึ้นปีใหม่ ผมสังเกตุได้จากตัวผมเองนี่แหละ แทบจะไม่ได้เป็นอันนอน จัดการเคลียร์งานต่างๆ ไม่ใช่เพราะว่าอยากทำ หรืออะไรหรอกครับ บรรดาคุณลูกค้า นายจ้างทั้งหลายต่างประโคมงานเพื่อให้เสร็จทันก่อนสิ้นปี ใช่ ทุกคนอย่างเริ่มต้นอะไรใหม่ กับปีใหม่ๆ แล้วทิ้งปัญหาให้กับปีเก่า แล้วผมล่ะ ? ไม่ว่าจะวันสิ้นปี หรือวันต้นปี สำหรับผมดวงอาทิตย์ก็ยังขึ้นและตกทิศทางเดิมของมัน และมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นมานาน นานก่อนที่คนเราจะรู้ว่า โลกโคจรครบรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365 วัน หรือ 366 วัน ในวันที่ โลกหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ ไม่เห็นจะมีใครดีใจ เท่ากับการโคจรของดวงอาทิตย์เลย  ในช่วงสองอาทิตย์แห่งการสังสรรค์ก่อนสิ้นปี ผมก็ตระเวนกระหน่ำเบียร์อย่างแทบจะไม่เว้นวัน เมาอ้วกแตก และถึงไม่มีใครผมก็นั่งดื่มในห้องคนเดียว เมาคนเดียว เพ้อคนเดียว ไม่ได้ดีใจอะไรกับวันสิ้นปีหรืออะไรหรอก แต่มันก็เท่านั้นแหละ

แล้วจะคาดหวังอะไรให้มันดีเล่า ในเมื่อยังทำตัวเหมือนเดิม ? ผมมานั่งคิดเรื่องนี้แบบเอาจริงเอาจัง จริงๆ ถ้าเราคาดหวังจะเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ใช่ว่าปีใหม่มันจะมีอะไรมาให้เราหรอก  ไม่ต้องมีฤกษ์งามยามดี ไม่ต้องมีพิธีรีตอง หากคุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็ทำ มันก็เท่านั้น และผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แค่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วผมก็เริ่มทำ ทางกายภาพผมไม่คาดหวังมันหรอก แต่ในทางจิตภาพ ผมเห็นมันชัดเจน ผมนอนเยอะขึ้น เลิกรับงานกลางคืน ยกเว้นแต่งานสำคัญ ผมขีดตัวเองไว้ที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน ผมดื่มน้ำวันละ 6 ลิตร กินข้าววันละ 4 มื้อ ผมออกกำลังกายวันเว้นวัน ผ่านมาไม่นาน ผมตอบตัวเองได้ว่า เออ มันดีว่ะเห้ย!

ไม่ว่าจะปีใหม่ ปีเก่า ปัญหามีอยู่ทุกวัน ใครหลายๆคนรวมทั้งตัวผมเองเคยได้ยินและเคยพูดถึงเป็นคำปลอบโยน เช่น เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เช้า, ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ, หลังพายุใหญ่ฟ้าคงจะสดใสกว่าเดิม หรือรวมทั้งเพลง ฤดูที่แตกต่าง “อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เรา ได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้า­ใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ”  ในความเป็นจริงคือ บางช่วงบางทีของชีวิต พายุยังไม่ทันจะสงบฟ้าไม่ทันจะสว่าง ฝนก็ตกลงมาอีกอยู่ดี ยังไม่พอน้ำยังท่วมอีก

มันไม่มีหรอกปีใหม่ที่แท้จริง…มันไม่มีหรอกฟ้าหลังฝนที่สวยงามไปตลอด…

มองแบบนี้ชีวิตอาจดูหดหู่ โหดร้าย แต่ผมเพิ่งคิดได้ว่า ทำไมต้องรอให้ฟ้าสวยงาม? ทำไมต้องรอให้ฝนหยุด? ทำไมต้องอดทนเวลาที่ฝนพรำ? เพื่อที่จะอิ่มเอมกับความแตกต่างประดุจดังกำลังดูภาพ abstact ของศิลปินเหรอ?

ช่างฝนมันเถอะ ผมเชื่อว่าพลังในทุกคนมันมีอยู่มากพอที่จะไม่ต้องมา อดทนเวลาที่ฝนพรำ

เพราะถึงฝนจะตก เราก็ยังคงต้องเดินต่อไปอยู่ดี…  ::

• คุณไม่มีทาง ตามหาความสุขเจอหรอก ถึงแม้คุณคงหวังว่าสักวันคุณจะเจอก็ตาม สิ่งที่คุณต้องทำคือ เลิกตามหา และลงมือมีความสุขได้แล้ว
• คุณไม่มีทาง รู้ได้หรอกว่าจุดสูงสุดของชีวิตคือตอนไหน เพราะบางทีมันอาจจะผ่านไปแล้วก็ได้
• คุณไม่มีทาง ขับรถไปข้างหน้าได้ดีนักหรอก หากคุณยังมองแต่กระจกหลัง
• คุณไม่มีทาง ชนะใครได้หรอก หากคุณยังไม่เคยแพ้
• คุณไม่มีทาง กระโดดไปไกลได้ ถ้าคุณไม่ถอยหลัง
• คุณไม่มีทาง ทำสำเร็จหรอก ถ้าคุณไม่เลิกคิดแบบนั้น
• คุณไม่มีทาง รักใครได้หรอก หากคุณยังคิดแค่ว่า ฉันจะได้อะไร หรือแค่เพียงอยากรู้สึกว่าตัวเองได้เป็นที่รัก.

“สุขสันต์วันเกิด”  “HBD” วันนี้ผมได้รับโพสต์ใน Wall ของ Facebook ด้วยสองวลีนี้ เยอะมาก (เยอะสำหรับผมอ่ะนะ) ก็ต้องขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายด้วยนะครับ ผมเชื่อแล้วว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม จริงๆด้วย 27 ปี ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการเรียนและการทำงานแล้ว มันก็สอนผมหลายอย่างด้วย ผมก็เลยอยากจะสรุปตัวเองเหมือนกันว่า อายุเท่านี้มันสอนอะไรผมได้บ้าง และมันบอกอะไรผมได้บ้าง

– 1 –

27 ปี ที่ผ่าน มันบอกผมว่า

1 ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวัลกับปัญหาหรือโกรธกริ้วสิ่งใดบนโลกนี้ เพราะ การกังวล โกรธ โมโห ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหา มิพักจะทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นด้วยซ้ำ

2.  ทุกสิ่งบนโลกนี้ 80% เป็นเรื่องไร้สาระ รวมถึงการที่ผมมานั่งบ่นอะไรในนี้ด้วย

3. เวลาทำงานใหญ่ๆสักอย่างหนึ่ง จะมีคนอยู่ 4 ประเภท

1) ประเภทหัวหน้าแบกโลก คนพวกนี้ชอบทำหน้าที่แบกโลก ทั้งๆที่ไม่ต้องแบก เหมือนกับว่าตัวเองยุ่งที่สุดในโลก เครียดที่สุดในโลก และไม่มีใครเครียดและเหนื่อยเท่าตัวเอง แต่จะว่าไปคนพวกนี้ก็ทั้งน่ารักและน่าสงสารไปพร้อมๆกัน ที่ว่าน่ารักคือ มั่นใจว่างานต้องผ่านพ้นไปได้ เพราะจะมีคนประเภทนี้คอยรับหน้าที่แบกโลกไว้อยู่แล้ว ส่ิงที่คนประเภทนี้ควรจะรู้ก็คือ หากโลกมันจะแตกจริงๆ คุณก็แก้มันไม่ได้อยู่ดี ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแบกไว้ และ หากคุณแก้ไขมันได้ ใยจะต้องแบกไว้ให้หนัก 

2) ประเภทอยากเป็นหัวหน้า คนพวกนี้อยากเป็นคนสั่งการ อยากเป็นคนวางมาดเท่ๆ เพื่ออวดอะไรบางอย่างที่ตัวเองขาด แต่ไม่มีโอกาส คนพวกนี้จะคอยทำทุกอย่างประเภทได้หน้า แต่งานหนักไม่เอา เบาไม่แตะ กลัวลำบาก แต่จะช่างเจรจา คุยกับคนใหญ่กว่าหรือมีอำนาจ มักจะทำอะไรแล้วมีคนเห็น หากทำแล้วไม่คนเห็นก็จะพยายามพรีเซนท์ พูดเสียงดัง และย้ำ

3) ประเภทแรงงานน่ารัก คนประเภทนี้น่ารักมาก มักจะเป็นประเภทที่ไม่มีปัญหาอะไร ให้ทำอะไรก็ทำถูกก็ทำผิดก็ทำ แม้จะรู้ว่าผิด ก็ทำตามคำสั่ง ซึ่งบางทีมันผิดมาตั้งแต่คนสั่ง แต่ก็ยินดีที่จะทำต่อไป ตามน้ำ และไม่กล้าออกความคิดเห็น

4) ประเภทนักวิจารณ์ คนประเภทนี้คือพวก ขวางโลก ว่างงาน งานออกมาเป็นแบบไหนก็ช่างวิจารณ์ น่าจะแบบนั้นดีกว่าแบบนี้ดีกว่า แต่ไม่ทำ มีหน้าที่ตั้งคำถาม และขวางโลก เหมือนรู้ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้ไม่จริง คล้ายกับประเภทที่สอง ช่างเจรจา พูดแบบเพื่อผลักภาระให้ไกลตัวเอง บางกรณีมีดูถูก ดูหมิ่น คนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองคือ ขงเบ้ง จอมวางแผน ให้ทุกคนเข้ามาฟังที่เราพูดนะ ดูมีบทบาท เป็นลักษณะที่พบเห็นได้ทั่วๆไป เพราะสังคมไทยเป็นสังคมช่างวิจารณ์

ในการทำงานกับคนเยอะๆ งานใหญ่ๆ หากไม่วางแผนให้ดี มักจะได้เห็นคน 4 ประเภทนี้ แต่เอาจริงๆ ก็คือ หากลดความทิฐิ หรือEgoตัวเอง แล้วมาตกลงกันให้ดีๆ ช่วยกันทำช่วยกันแก้ให้ดี ใช้ข้อด้อยเป็นข้อดี ข้อดีเป็นข้อเด่น ให้ถูกจุด มันจะเกิดประโยชน์ เมื่อนั้นงานเสร็จ ก็ได้หน้าเท่ากัน

4. ผู้ชายไม่ได้เหมือนกันทั้งโลก และหากจะมีผู้ชายสักคนบอกว่าผู้หญิงเหมือนกันทั้งโลก จะมีสาวคนไหนยอมรับบ้าง

5. บางทีการเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น

6. การแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล เป็นวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่สุด แต่คนมักจะไม่ค่อยนิยมใช้กัน

7. ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจตัวเราทุกอย่าง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากรุ้จักเราจริงๆ

8. ไม่มีทางจะที่เราจะทำตามความคาดหวังของใครได้ตลอด เพราะสิ่งที่เราทำมันไม่เคยคุ้มค่ากับการคาดหวังของเขาอยู่แล้ว

9. ทำงานเพื่องาน จะได้มากกว่างาน

ผมทิ้งไว้แค่ 9 ข้อนี้ บางทีในโอกาสต่อไปอาจจะได้มาเพิ่ม ไม่ใช่ว่า ได้มาแค่นี้หรอก หากแต่มีคนเขียนบรรดาข้อคิด สิ่งที่ตกผลึก มาหลายสำนัก เขียนไปเขียนมา เดี๋ยวก็คงไปตรงกับสำนึกอื่นอยู่ดี เขาจะมาว่าเราลอกก็เป็นได้

– 2 –

สมัยผมเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ซนและนิสัยแย่มาก ผมมักจะนึกถึงตัวเองสมัยตอนเด็กๆเสมอ และยิ่งนึกก็ยิ่งไม่ชอบตัวเองตอนนั้น  เคยเป็นกันบ้างไหมที่มักจะนึกถึงวีรกรรมแย่ๆ ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่พูดจาไม่เพราะ ยกมือไหว้ไม่เป็น เย่อหยิ่ง จองหอง หลงตัวเอง พูดมาก ปากหมา ปากผมมันเคยโดนชกจนแตกมาเพราะไอ้ความปากหมานี่แหละ ผมอยากจะขอโทษกับสิ่งที่เคยทำไม่ดีอะไรกับใครไว้ ผมจำไม่ได้ว่า ผมพูดอะไรแย่ๆ กับใครบ้าง ที่รู้และที่จำได้คือ ผมเคยพูดไม่ดีกับแม่จนแม่ร้องไห้มาแล้ว เด็ก ม.1 กล้าพูดให้แม่ร้องไห้ได้ ผมว่าบังอาจมาก ทำไปได้อย่างไร ตอนนี้ผมกลายเป็นคนพูดน้อยกับคนอื่น และจะรำคาญเวลาที่ตัวเองต้องพูดเยอะ และมักจะคิดว่า ไม่มีใครอยากรู้เรื่องของผมเอง จนต้องเขียนบล็อกมาคุยกับตัวเองนี่แหละ เพราะความที่ไม่รู้ว่าจะมีใครอยากรู้เรื่องของเราบ้าง ก็คงไม่กล้าไปป่าวประกาศ เขียนอะไรให้ใครเขาเห็นเข้า กลัวจะมีคำถามประเภทที่ว่า “บอกกูทำไม?” “เขียนให้ใครอ่าน?” “ใครอยากรู้เหรอ?”

– 3 –

ผมได้รับคำอวยพรผ่านระบบ Social network เยอะมาก ทุกคนต่างก็บอกขอให้มีความสุขมากๆ สมหวัง หล่อๆ รวยๆ ผมยินดีรับคำอวยพรและขอบคุณไปทุกคำขอ ตอนเที่ยงๆของวันที่ 8 มิย. พ่อส่ง SMS มาให้ผม ใจความว่า “ขอให้โจ้เข้าถึงความสุข” 

:: เริ่มมาคุยกับตัวเองใหม่อีกรอบ หลังจากที่ผมหายไปนาน นานจนทำให้ผมไม่รู้จักตัวเอง !

ช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามปกติธรรมชาติ ผมดำเนินชีวิตไปกับส่ิงที่ต้องทำ นอกเหนือจากภาระหน้าที่จากการงานแล้ว ก็ยังมีหน้าที่ของความสัมพันธ์ เช่น การเป็นลูก การเป็นเพื่อน การเป็นแฟน ผมก็แทบจะไม่ได้คิดการใดใหม่ให้กับชีวิตเลย คำถามคือ ที่มันเป็นอยู่มันยำ่แย่เหรอ? วงล้อวัฏจักรมันทำหน้าที่หมุนไปตามหน้าที่ของมันตามปกตินั่นแหละ หากไม่สะดุดซะก่อน ตื่นเช้าอาบน้ำรีบไปทำงาน หาอะไรยัดใส่ปาก เพื่อประทังความหิวก่อนจะพักเที่ยง  เบรคกินข้าวเสร็จก็โทรไปหาแฟน ก่อนจะไปทำงานต่อถึงเย็น นั่งรถกลับบ้าน หาข้าวกิน ทำงานต่อจนดึก โทรหาแฟนก่อนนอน ตื่นเช้า…วัฏจักรเป็นแบบนี้ทุกวัน แต่ปัญหาคือ ผมกำลังมีเรื่องกับเวลา (อีกแล้ว!)

1

ผมมักจะหาเรื่องให้ทุกวันมันไม่ซ้ำกันจนเกินไป ผลก็คือ ผมกลายเป็นไอคอน เรื่องความสายไปแล้ว ผลลัพธ์ไม่ดีนัก แต่ผมก็มักหาข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เรื่อยไป ประมาณว่าผมไม่เล่นเวลาทำงาน จะส่วนตัวก็เป็นช่วงนอกเวลางาน และผมพูดตรง พี่วันนี้ขอไปสายหน่อย เมื่อคืนเมา ตื่นสาย ผมรู้ตัวว่ามันก็เป็นเหตุผลที่ไร้เหตุผล และสาระเป็นที่สุด แต่จะหาคำพูดอะไรมาแทนเล่า ก็ในเมื่อความจริงมันเป็นแบบนั้น และผมก็คงไม่สบายใจหากจะต้องโกหกอ้างธรรมชาติ เมื่อสองวันก่อน หัวหน้าพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกในวงเหล้า ทั้งวงหัวเราะ

ผมก็หัวเราะ และเศร้า

2

นอกจากเรื่องงานแล้ว เรื่องหน้าที่ของความสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ทำให้วงล้อสะดุดหลายครั้ง ผมมักจะอาสาทำนู่นทำนี่ให้ด้วยใจหวังดี แต่สิ่งที่มันผิดพลาดไปคือ ผมทำหน้าที่นั้นได้ไม่เต็มที่ ไม่เคยพอดี และดีพอ และมันลุกลามกลายเป็นปัญหาเบาะแว้ง ด้วยเหตุที่อีกฝ่ายท้วงมาคือ เรื่องของความเอาใจและเอาใจใส่ ใช่ สองคำนี้ไม่เหมือนกัน ผมเข้าใจดี วันนี้ผมถูกผลักด้วยคำพูดใจความประมาณ อย่ามายุ่ง และ ผมก็เป็นแบบนี้ทุกที

ผมรู้สึกผิดและเศร้า

3

หลังจากกลับจากเมืองกาญจน์เพื่อไปกราบแม่ตอนวันแม่แล้ว ผมก็ทิ้งช่วงยาวจนถึงออกพรรษา ระยะทางจากเมืองกาญจน์ถึงกรุงเทพฯห่างกันสองชั่วโมง บางทีเรารอรถติด หรือทำเรื่องไร้สาระนานกว่านั้น

4

ผมกลับจากการเลิกงาน เดินตามทางจากปากซอยเข้าบ้าน เสียงเพลง something ของ the beatles เข้ามาในหูจากอู่ซ่อมรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมมักจะได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งจากอู่นี้บ่อยกว่า ผมกดโทรศัพท์  “วันนี้โทรมาหาได้นะลูกชาย” ผมคุยกับแม่ไม่กี่ประโยค และฟังพ่อบ่นเรื่องงานของพ่อนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป ผมจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดที่ผมเป็นฝ่ายกดโทรศัพท์ไปหาแม่นั้นเมื่อไรแต่คงจะนานใช้ได้ที่แม่จะพูดประโยคนี้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง จำได้ว่าก่อนหน้านี้ผมโทรไปอวยพรวันเกิดแม่ผิดเดือน แม่ขำ และบอกว่า ปีที่แล้วก็ผิด เตือนก็ไม่จำ .

มันคงถึงเวลาที่ต้องทำอะไรสักหลายอย่างแล้ว !

มันเป็นความตั้งใจมานานที่จะมีบล็อกของตัวเองสักที วันนี้มันมีอะไรที่ไปปลุกใจให้ต้องทำสักที ถึงแม้ว่ามันจะต้องทำอะไรอีกหลายๆอย่างก็ตามที .

นานมาแล้วที่ผมไม่ได้มาคุยกับตัวเองผ่านทางนี้ ผมมักจะคิดว่าต้องไปทำอย่างอื่นดีกว่ามานั่งเพ้อๆอะไรแบบนี้ หรือไม่ก็ทำอีกได้ตั้งหลายวิธี เมื่อตะกี้ผมก็เพิ่งจะคุยกับตัวเองอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก ผมนั่งสมาธิ พยามข่มใจ ตั้งให้เป็นสมาธิจริงๆ ซึ่่งมันก็ได้ผลในขณะที่ทำ แต่ผมยังแปลกๆใจว่า เมื่อเสร็จแล้วถึงยังรู้สึกว่ายังไม่โล่ง ยังอึดอัดๆอยู่ จนบอกไม่ถูก ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย วิธีการนี้น่าจะช่วยให้ผมได้คำตอบมากขึ้น ผมคิดอย่างนั้น ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เกิดเหตุการณ์หลายอย่างทั้งตัวผมและคนใกล้ตัว มันไม่ได้ทำให้อยู่กันอย่างสงบสุขเท่าใดนัก.

ผมได้มีโอกาสไปดูละครเวทีเรื่องลมหายใจ เป็นละครเพลงที่ดี ผมรู้สึกอย่างนั้นเมื่อตอนเดินออกจากโรง สอนให้รู้จักคุณค่าของเวลา ประมาณว่า เราไม่รู้หรอกว่าเราจะตายเมื่อไหร่ ในขณะที่ยังมีชีิวิตอยู่ให้ทำสิ่งที่อยากจะทำ ควรจะทำ หรือต้องทำ ก่อนจะตายไป เพราะมันอาจจะสายเกินไป ผมเห็นด้วย และก็เห็นด้วยมากขึ้นจนเมื่อมาเจอเหตุการณ์ใกล้ๆเคียงกันกับตัวเองและคนใกล้ตัว..

.คนที่ตายไปแล้ว เราคุยแล้วตอบโต้ไม่ได้ เราสัมผัสไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะรับรู้ได้มั้ย เราเฝ้าแต่เสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา เมื่อวานผมตระเวนทำบุญ ผมไม่เคยตระเวนทำบุญขนาด ตั้งแต่ตื่นตอน จนถึงก่อนจะนอน แบบนี้เลย พระท่านได้บอกกับผมพอจะจับใจความได้ว่า "เราคอยแต่จะบอกกับตัวเราเอง โทษตัวเองเมื่อผ่านอะไรมาแล้วว่า รู้งี้ทำแบบนั้นก็ดี รู้งี้ ทำแบบนี้ก็ดี แต่ตอนที่ทำได้เราไม่ทำ เราเฝ้าเสียใจว่าถ้าคนตายนั้นยังอยู่ เราจะทำแบบนั้น แบบนี้ ตอนนี้คนตายก็ตายไปแล้ว แต่คนอยู่ก็ยังตายได้ เราจะต้องโทษกับตัวเองทุกครั้งที่เสียคนรอบข้างไปทีละคนๆหรือ แล้วก็บอกว่ารู้งี้ ตอนเค้าอยู่น่าจะทำดีๆกับเค้าไว้ดีกว่า อีกสักกี่ครั้ง จนกว่าทุกคนจะตายไปแบบนั้นหรือ" ผมฟังแล้วได้แต่พยักหน้า พระท่านยังสอนเรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วแต่ไม่เคยเข้าใจลึกซึ้งได้ขนาดนี้ ท่านกล่าวเรื่อง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ท่านว่า "อดีตกำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันกำหนดอนาคต อยากให้อนาคตดี ก็ทำปัจจุบันให้ดี แล้วมันจะเป็นอดีตที่ดี แต่ถ้าปัจจุบันทำไม่ดี อนาคตก็ไม่ดี เวลาผ่านไปก็กลายเป็นอดีตที่ไม่ดี" ซึ่งผมคิดว่ามันง่ายมาก แต่ทำไมผมไม่เคยเข้าใจชัดเจนได้จนถึงอายุป่านนี้ ผมเริ่มโยง ทุกวันตื่นเช้ามาผมจะอาบน้ำทันทีพร้อมกับสระผม ผมไม่เคยนับว่ายาสระผมมันจะหมดเมื่อไร จนวันหนึ่งมันก็หมดจริงๆ ผมคงไม่ออกไปซื้อในขณะที่ตัวเปียกๆ ตอนนั้นเลยหรอก เวลาก็เหมือนกับยาสระผม ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันจะหมดไป ทั้งๆที่ก็รู้่ว่า มันต้องมีวันหมด แล้วก็รู้สึกว่ามันเหลือน้อยลงทุกทีๆ แต่ในขณะที่อาบน้ำก็ฟังเพลงคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนไม่ได้มาใส่ใจว่ายาสระผมมันใกล้หมดแล้ว เราใช้เวลาราวกับว่ามันจะอยู่กับเราตลอดไป มหาตมะ คานธี เคยกล่าวว่า จงใช้ชีิวิตให้เหมือนว่าทุกวันเป็นวันสุดท้าย ผมรู้แล้วว่าจากนี้จะทำอย่างไร.

::  ถึงเวลาต้องมานั่งคุยกับตัวเองอีกครั้ง ผมเคยฟังบรรยายของท่าน ว.วชิรเมธี เค้าบอกว่า มนุษย์นี่แปลก ไปไหนต่อไหนได้ แต่ไม่เคยไปหาใจตัวเอง ความรู้อย่างอื่นหาได้ แต่ไม่เคยรู้ตัวเอง คุยกับคนอื่นได้ แต่ไม่เคยคุยกับตัวเอง ผมคงมีส่วนเป็นแบบนั้น วันนี้เป็นวันบวชของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ฐานุตโร เวลามีคนทำความดีก็ต้องส่งเสริม อย่างที่พระท่านว่า หนังสือพิมพ์นี่ ข่าวดีอยู่ด้านใน ข่าวจัญไร อยู่ด้านนอก สังคมเราไม่ชอบเห็นคนทำความดีกันรึอย่างไร ผมว่าคนทำดีควรส่งเสริม 
 
ไม่นานมานี้ผมได้กลับบ้านต่างจังหวัด ผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นานๆแบบนี้มาหลายปีแล้ว กลับไปคราวนี้ผมรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าให้เลือกเกิดผมก็ชอบเป็นแบบนี้ สังคมที่ทุนนิยมมีอิทธิพลน้อยกว่าจิตใจของคน ความสุขที่มองหาได้ไม่ยาก ผมกินอาหารมื้อใหญ่ได้ทุกวัน พร้อมหน้ากับพ่อแม่ ดูข่าว พร้อมแสดงทัศนคติเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง แต่มักจะโดนประนามว่าบ้านนอก ในยุคที่เมืองหลวงต้องแก่งแย่งแข่งขัน เอาตัวรอด ค่านิยมความเลว มากกว่าความดี บางทีผมก็ขำเวลาเห็นคนพูดเรื่องเลวๆ แล้วภูมิใจ
 
ผมกำลังนึกถึงไอ้มู่ กับ ไอ้หลาง ทั้ง 2 ตัว เป็นหมาที่บ้าน ไอมู่เนี้ย แต่เดิมมีแต่คนชอบเพราะมันอ้วน น่ารัก หมาอ้วนๆ ใครเห็นก็ชอบทั้งนั้น สาเหตุที่มันชื่อไอมู่เนี้ย เพราะหน้ามันมู่มาก ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับมันเท่าชื่อนี้แล้ว ส่วนอีกตัวคือไอ้หลาง มันมาทีหลัง เหมือนหมาพเนจร ตัวผอมๆซีด ตัวมันสีขาว มีลายสีน้ำตาล ทั้ง 2 ตัวเปนหมาไทยคับ ไอมู่มันเปนหมาที่ตัวอ้วน ขี้ร้อน (มันชอบมานั่งตากพัดลม) ปากเปราะ ชอบเห่า ชอบขู่ หลายครั้งที่ผมต้องตื่นขึ้นมา เพราะเสียงที่มันเห่านี่ล่ะ แต่ดันกลัวเสียงปืน เสียงพลุ ฟ้าร้อง ส่วนไอ้หลาง มันเปนหมาที่เงียบมาก แต่มันจะเห่าคนแปลกหน้าจริงๆ มันชอบเดินเล่นไปทั่ว หลายครั้งที่ผมมักจะเห็นมันไปนั่งเล่นในตลาด ไกลบ้าน มันเป็นหมาสะอาด ขนมันขาวตลอด ทั้งที่ ที่บ้านผมไม่ได้จับอาบน้ำ เดิมที ไอ้มู่ชอบไปแย่งอาหารไปหลางตลอด โดยไปขู่ ไปเห่า อาศัยว่าตัวใหญ่ ไอ้หลางก็ยอมตลอด  ก็เปนสาเหตุให้ไอ้หลางมันผอมซีด ส่วนไอมู่ก็อ้วนขึ้นๆ จนมาวันนึง ผมได้ยินเสียงหมากัดกัน ในใจคิดว่าไอ้หลางโดนกัดแน่นอน ว่าจะไปช่วย ปรากฏว่าผมงงกับภาพที่เห็นมาก ไอ้มู่เป็นฝ่ายรับ ไอ้หลางเป็นฝ่ายคุมเกมส์อย่างเห็นได้ชัด ผมขำ มันหงอชนิดเรียกได้ว่าหางจุกตูด สักพักก็วิ่งหนี แปลว่ายอมแพ้   หลังจากนั้นผมไม่เคยเห็นไอมู่ ไปซ่า ขู่ไอ้หลางอีกเลย แต่ไอ้หลานก็ไม่มาแย่งอาหารไอมู่เหมือนกัน เปนอันว่าสงครามสงบ ::
 
ผมเริ่มไม่ถูกอีกแล้ว แทบทุกครั้งที่ผมมาเขียนอะไรในนี้ ผมมักจะเสียเวลากับการเริ่มต้นค่อนข้างนาน พิมพ์ไปลบไป จนเอาละ เริ่มอย่างแบบไม่ต้องเกริ่นนำ อะไรอีก เหมือนเดิม ผมกลับไปอ่าน บล๊อกเก่าๆที่ผมเคยเขียนไว้ในนี้ อดจะไม่พูดถึงคงไม่ได้ 2 ปี ที่แล้วผมเขียนจดหมายหาความรัก เป็นเรื่องจริง ผมขำตัวเอง แต่ก็ไม่รู้สึกว่าทำไปได้ไงนะ 2ปีต่อมา มีจดหมายตอบกลับมาแล้ว… ไม่มีคำอะไรอธิบาย ผมดีใจที่มันเปนอย่างนั้น และก็จะรักษาจดหมายฉบับนั้นอย่างดีที่สุดต่อไป..
 
14 กุมภา ว่ากันว่าเป็นวันวาเลนไทน์ ดอกไม้ ห้าง ร้านอาหาร สถานที่เที่ยว และโรงหนัง คงรายได้ดี คิดไปถึงเศรษฐกิจของประเทศได้มีเงินหมุนเวียน ผมก็ว่ามันก็โอเคนะ ผมไม่รู้ว่าผมกำลังอยากพูดอะไร เมื่อวานผมนั่งรถไฟฟ้าตอนช่วงเย็น เป็นเรื่องปกติ ผมเห็นเด็กนักเรียนน่าจะประมาณ ป.1 เดินตัวปลิว เข้ามาพรุ้อมกับเรียกผู้หญิงคนหนึ่ง"มาม้า มานั่งนี่" ผู้ถูกเรียกเดินตามมาติดๆ ที่หลังสะพายกระเป๋าที่ใส่หนังสือตุง หญิงวัยกลางคน หน้าตาค่อนข้างดี นั่งคุยนั่งเล่นกะลูกชายตัวเองเหมือนเพื่อน ผมเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่เดินสะพายกระเป๋าหนักๆให้ผู้ชายได้ เจอแล้วรักษาให้ดีนะคับ ผมกำลังพูดถึงความรักคับ แน่นอน ไหนๆก็อินกันทั้งเมือง ผมก็เอาด้วยคนสิวะ 
 
สมัยผมอยู่ ป.1 บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ทุกวันก็จะเดินไปกลับโรงเรียนกับพี่ชาย แต่พอเริ่มโตขึ้น มันก็จะมีเพื่อน มีกลุ่มไปเตะบอล เป็นที่รู้กันว่าถ้ามันไปเตะบอล ผมต้องเดินกลับบ้านเอง ผมจำได้เลย วันหนึ่งฝนเริ่มตก ตอนเวลาใกล้จะเลิกเรียนแล้ว พี่ชายผมมันก็ไปกับกลุ่มเพื่อนๆมัน ผมดันไม่ติดร่มมา เพื่อนๆผมก็ทยอยกลับบ้านกันหมดกับชุดกันฝนสีหลากตา ผมนั่งมองฝนตกอยู่ริมระเบียงคนเดียว เวลาผ่านไป ฝนตกหนักขึ้นเด็กในโรงเรียนแทบจะไม่เหลือแล้ว ผมเห็นลุงชา ภารโรงประจำโรงเรียนใส่เสื้อกันฝนกับงอบ(คือหมวกชนิดหนึ่งใช้ใบจากสาน) กวาดน้ำในร่องน้ำให้มันไหลไปได้สะดวก ระยะทางจากโรงเรียนถึงบ้านในสมัยนั้นผมคิดว่ามันช่างห่างกันเหลือเกิน ฝนยังคงตกหนักอยู่ ผมเห็นหญิงคนหนึ่ง ขับมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ฝ่าฝนพร้อมกับถือร่มขับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ผมเริ่มคุ้นจนเริ่มแน่ใจแล้วว่าหญิงร่างเปียกซกนั้นคือ แม่ของผมเอง ผมวิ่งลงจากระเบียงพร้อมกับร้องดีใจ…
 
ผมว่าความรักมันเป็นอย่างนั้น มันมีพลัง ผมว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้าผมถามว่ารักเปนยังไง คงอาจจะไม่ได้คำตอบเหมือนกัน  แน่นอนผมก็มีคำตอบของผมเหมือนกัน และแน่นอนผมต้องดูแลคำตอบของผมด้วยเหมือนกัน.
::  ตอนนี้เวลา 05.28 น. ผมวูบหลับไป สักพักหนึ่ง แล้วก็อยู่ยาวมาจนถึงเวลาใกล้เช้าแบบนี้ วันหยุดยาวของใครหลายๆคน อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสินะ  กับวันแรกของวันทำงานของหลายๆคนในการเริ่มปีใหม่ หลายๆคนอาจจะไปเรียน หลายๆคนไม่มีวันหยุดยาวเช่นอีกหลายๆคน ทุกคนมีหน้าที่ ในตัวคนคนเดียวก็มีหลายหน้าที่ แล้วแต่ละสถานการณ์และสถานะ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับตัวเองอยู่หลายเรื่อง นานแล้วที่ผมไม่ได้มานั่งคุย พอจะมีโอกาส แต่หน้าที่นั่นแหละคับ มันก็ดึงผมไป ..
 
ไม่นานมานี้ผมเพิ่งรู้ว่า การมาเขียนอะไรในนี้ก็เป็นหน้าที่หนึ่งเหมือนกัน ผมไม่ได้คุยกับตัวเองคนเดียวเสียแล้ว แทบไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้การที่ผมบ่นๆเพ้อ ในนี้แล้วจะมีคนติดตามเสียด้วย  ผมกลายเป็นคนหลงตัวเองไปเสียแล้ว ..
 
ไหนๆวันนี้ พูดถึงเรื่องหน้าที่ ก็เอาเป็นว่าผมคงต้องคุยเรื่องนี้กับตัวเองเสียหน่อย ที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมทำหน้าที่ไม่พอดีสักที เอาง่ายๆว่าตอนนี้ผมควรจะ นอน แล้วค่อยตื่นเช้ามานั่งทำงาน คิดงาน อ่านหนังสือ ถ่ายรูป ซักผ้า ถูบ้าน  มันมีอะไรมากมายในหัวผมเหลือเกิน แล้วสุดท้ายผมไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เป็นเหตุผลที่ต้องมาคุยกันในนี้ก่อน เผื่อจะได้อะไรกลับไปหลังจากปิดคอมไปแล้วบ้าง ผมเริ่มสังเกตุว่า เวลาเราทำอะไรอย่างหนึ่ง เราก็จะไม่ได้ทำอะไรอีกอย่างหนึ่ง หรืออีกหลายๆอย่าง แน่นอนเราทำพร้อมกันไม่ได้ ผมเริ่มตั้งโจทย์ นั่นแปลว่า ถ้าเราได้อะไรอย่างหนึ่ง เราก็จะเสียอะไรไปอีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับว่าเราทำงานชิ้นหนึ่ง เราก็จะได้งานชิ้นนั้น แต่ก็จะไม่ได้ซักผ้านะ การซักผ้าเป็นการสูญเสียของผม ลองคิดดูแล้ว ทุกๆวัน เราก็จะได้อะไรอย่างหนึ่ง แล้วเสียอีกอย่างหนึ่ง ตลอด ผมกำลังคิดถึงทุกเรื่อง คงเคยเป็นกัน กินอาหารแพง เสียเงินเยอะ แต่อร่อย , นั่งทำงาน ได้งาน แต่ทะเลาะกับแฟน , พอไปหาแฟน ก็ไม่ได้ทำงาน แต่ได้เห็นรอยยิ้มของเค้า , ไปร้านข้าวแกง มีกับให้เลือก19อย่าง แต่ที่ร้านให้เลือกได้ 3 อย่าง เราได้กิน 3 อย่าง แต่ อีก 16 อย่าง เราไม่ได้ แปลว่าเสีย ถ้าให้ยกตัวอย่างคงยกได้ทั้งโลกแหละคับผมว่า แล้วควรทำไงดี ผ้าผมกองเต็มตะกร้าแล้ว หนังสือผมก็ยังไม่ได้อ่าน งานก็ยังไม่เสร็จ รูปก็ยังไม่ได้ถ่าย ฝุ่นก็จับโต๊ะด้วย.. เพราะอะไรคับ ผมกำลังคิดถึงคำว่า ข้อแม้ ทั้งของตัวเองและของคนอื่นที่มาตั้งให้  งานต้องเสร็จพรุ่งนี้นะ แล้วถ้าวันนี้ไม่ซักผ้า พรุ่งนี้กูจะเอาอะไรใส่วะ กลางวันแฟนนัด ตอนเย็นเพื่อนนัดอีก ไม่ไปนี่โกรธแน่ๆ อีก 2 วัน ก็จะสอบแล้ว หนังสือยังอ่านไม่หมดเลย อ่านทีไรก็หลับ มันเป็นแบบนี้ละคับ
 
ผมมองไปถึงข้าวราดแกง 19 อย่าง สุดท้ายเราก็ต้องเลือกมา 3 อย่าง ที่เราอยากกินที่สุด ผมว่ามันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่เราจะยัดกับข้าว 19 อย่างไปในท้องในมื้อเดียว มันต้องเลือก แล้วเราก็จะมีข้อแม้ เห้ย.. ไม่ชอบมะเขือ , เห้ย..ได้แค่ 3 อย่างนะ เกินคิดตังค์เพิ่ม. ผมว่าข้อแม้นี่แหละ มองอีกมุม มันก็ทำให้เราเลือกได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่า ทำให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้น เราได้กับข้าวมา 3 อย่างละ เราก็ตักทีละคำอยู่ดีละคับ ตักแล้วก็ต้องเคี้ยวด้วย ผมว่ามันเหมือนสิ่งที่เราต้องทำ ทำมันทีละอย่าง เคี้ยวมันทีละคำ บางอย่างทำด้วยกันได้ กินด้วยกันได้ มันตกลงกันได้นี่  ผลสุดท้ายคือ ความหวังที่ว่าจะกินข้าวราดแกงอย่างอิ่มอร่อย มันต้องเคี้ยวให้หมดจานคับ ปัญหาที่เกิดก็คือ มัวแต่ไปเลือก ไอ้ข้าวแกง 19 อย่างไม่ได้อยู่นั่นแหละ ระหว่างที่เลือกก็เอาข้อแม้นู่นนี่มายก จนเลือกไม่ได้สักที ผมว่าบางทีคนเราก็ตั้งข้อแม้ให้ตัวเองเยอะไปหน่อย ลดลงบ้างก็ดีนะคับ ชีวิตจะได้กินได้ง่ายขึ้น…::